เผ่าม้ง
 
 

ประวัติความเป็นมา
      ม้ง หมายถึง อิสระชน เดิมม้งตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดของโลก เป็นดินแดนที่อากาศหนาวเย็น ปกคลุมด้วยหิมะ ต่อมามีชาวจีนเข้ามาปราบปราม เป็นเหตุให้อพยพลงมาถึงตอนใต้ของจีน และเขตอินโดจีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้อพยพลงมาอยู่ตอนเหนือของประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งไปอยู่สหรัฐอเมริกา และยุโรป ม้งในประเทศลาวมีราว ๒๓๐,๐๐๐ คน ประเทศจีน ราว ๕.๐๓ ล้านคน ประเทศเวียดนามราว ๖๗๐,๐๐๐ คน ประเทศไทยราว ๑๓๐,๐๐๐ คน

การแต่งกาย
๑ แม้วน้ำเงิน
       ผู้ชาย  จะใช้ผ้าสีดำหรือน้ำเงินเข้ม เสื้อแขนยาวจรดข้อมือ ขลิบขอบแขนเสื้อรอบข้อมือด้วยสีฟ้า ชายเสื้อสั้นระดับเอว ป้ายด้านขวาทับ ด้านว้ายของของตัวเสื้อ หน้าอกเสื้อจะปักลวดลายด้วยผ้าสี เป็นเสื้อไม่มีคอปก ส่วนกางเกงจะใช้สีเดียวกัน ช่วงขาและเป้ากางเกงจะกว้างและหย่อนต่ำลงมาถึงหัวเข่า แต่ปลายขาจะเล็กและแคบลง เวลาสวมใส่จะมีผ้าสีแดงคาดเอวเอาไว้ ชายผ้าคาดเอวทั้งสองข้างและปักลวดลายสวยงาม ห้อยลงมา บางคนก็คาดเข็มขัดเงินทับผ้าแดงอีกชั้นหนึ่ง
      ผู้หญิง   ก็ใช้ผ้าสีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม แขนยาวขลิบที่ปลายแขนด้วยสีฟ้า ปักลวดลายหรือขลิบด้วยผ้าสีที่หน้าอก คอปกเสื้อมีลักษณะเป็นทรงกลม ห้อยพับไปด้านหลัง มีการประดิษฐ์ลวดลายสวยงาม สวมกระโปรงจีบรอบตัว ทำลวดลาย โดยวิธีเขียนด้วยขี้ผึ้งแล้วนำย้อมสีน้ำเงิน เกิดเป็นลายสวยงามด้านหน้า จะมีผ้าผืนยาวปักเป็นลวดลายสวยงาม คาดปิดกระโปรงลงมาอีกชั้นหนึ่ง
    
  ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว   จะใช้ผ้าพื้นเรียบ ๆ ขลิบชายด้วยผ้าสี มีผ้าแดงปักลวดลายที่ชายทั้งสองข้าง แลละปล่อยเป็นพู่ห้อยลงมา เป็นสีแดงหลายเส้น บางครั้งก็จะคาดด้วยเข็มขัดเงินทับอีกด้วย ผู้หญิงแม้วน้ำเงิน มักจะสวมใส่กระโปรงเช่นนี้ในทุกโอกาส ช่วงขาท่อนล่างของหญิงสาว ก็จะมีผ้าพันแข้งสีน้ำเงินหรือดำโดยรอบ โดยทั่วไปผู้หญิงแม้วมักนิยมมวยผมไว้ที่กลางกระหม่อมมีช้องผมมวย ทำจากหางม้า พันเสริมให้ใหญ่ขึ้น แล้วใช้ผ้าแถบเป็นตา ๆ ประดับด้วยลูกปักสีสวยโพกมวยผมอีกด้วย
      นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับเพิ่มเติม เช่น เครื่องเงิน กำไลคอ กำไลข้อมือ ตุ้มหู รวมทั้งเหรียญเงินต่าง ๆ ประดับตามเสื้อผ้าและมีผ้าสะพายเฉียงไหล่ทั้ง ๒ ข้าง ส่วนมาเราจะเห็นชาวเขาเผ่าแม้วแต่งตัวกันเต็มที่ในวันสำคัญของเผ่า เช่น วันฉลองปีใหม่ วันแต่งงาน เป็นต้น

๒ แม้วขาว
      ผู้ชาย จะใส่เสื้อสีดำหรือน้ำเงินเข้ม ลักษณะเสื้อคล้ายกันกับแม้วน้ำเงิน แต่มีการประดับลวดลายน้อยกว่า กางเกงใช้สีเดียวกัน ที่เอวจะมีผ้าแดงผูกคาดทับกางเกง และมีเข็มขัดคาดทับอีกชั้นหนึ่งเช่นกันที่คอมักจะสวมห่วงเงินรอบคอหลายห่วง
      ผู้หญิง ส่วนใหญ่จะแต่งตัวคล้ายกันกับแม้วน้ำเงิน ในสมัยก่อนผู้หญิงแม้วขาว จะนิยมสวมกระโปรงสีขาวล้วนไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสิ้นแต่ผ้าผืนยาวที่ปิดทับด้านหน้ากระโปรงจะเย็บปักเป็นลวดลายสวยงาม พร้อมทั้งมีผ้าแถบสีแดงคาดเอว ปล่อยชายเป็นหางไว้ด้านหลัง ในระยะกระโปรงสีขาวเปราะเปื้อนได้ง่าย หญิงแม้วขาวจึงหันมานิยมสวมกางเกงทรงจีนสีน้ำเงินเข้มแทนกระโปรง และมีผ้าปักเป็นลวดลายห้อยลงมาปิดกางเกงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
      ผู้หญิงแม้วขาวนิยมพันมวยผมให้ล่ำย้อยออกมาด้านหน้า และกันเชิงผมด้านหน้าให้ดูมีหน้าผากกว้างขึ้น แต่ไม่นิยมเติมช้องผมมวยเหมือนอย่างผู้หญิงแม้วน้ำเงิน
อย่างไรก็ตามเราจะเห็นชาวเข่าเผ่าแม้วทั้ง ๒ กลุ่ม แต่งตัวกันเต็มที่ในโอกาสงานสำคัญ ๆ ของหมู่บ้านแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งในบางหมู่บ้านผู้ชายแม้วจะนิยมสวมหมวกดำทรงกลมแบบจีน ปีกไหมพรมสีแดงตรงกลาง และประดับเหรียญสวยงามมาก

ภาษา
      ภาษาม้งจัดอยู่ในสาขาเมี้ยว-เย้าจองตระกูลจีน-ธิเบต และพบว่ามีคำที่มาจากภาษาของชนกลุ่มอื่นปะปนอยู่ เช่น ภาษายูนนาน ลาวไทยเหนือ กะเหรี่ยง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะไปตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กับชนกลุ่มใด ภาษาของม้งขาวกับม้งเขียวมีความ แตกต่างกันมากจนพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง


ประเพณีและวัฒนธรรม
      ชาวเขาเผ่าม้งหรือแม้วมีประเพณีและวัฒนธรรมตลอดทั้งความเชื่อ เป็นของตนเองสืบมาแต่บรรพบุรุษ ซึ่งในปัจจุบันพวกเค้าก็ยังรักษา และยึดถืออยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เช่น


๑ ประเพณีฉลองปีใหม่
งานฉลองปีใหม่ของม้ง หรือที่เรียกว่า “ น่อเป๊โจ่วซ์” ซึ่งแปลว่ากินสามสิบ ชาวม้งหรือแม้วจะถือเอาวันสุดท้ายคือ ๓๐ ค่ำ ของเดือน ๑๒ ในทุกปีเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ( ปฏิทินของไทยจะนับแบ่งเป็น ๒ ช่วง ข้างขึ้นข้างแรม ช่วงละ ๑๕ วัน ตั้งแต่ ๑ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ แต่ของม้งนับจาก ๑ ค่ำไปถึง ๓๐ ค่ำเลย ) งานฉลองปีใหม่จะอยู่ในราวปลายเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม ชาวม้งจะประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ
ถัดจากวันส่งท้ายปีเก่าไปอีก ๓ วัน เป็นวันฉลองปีใหม่ ทุกคนจะหยุดทำงานใน ๓ วันแรก โดยชายหญิงทุกคนในหมู่บ้านจะได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ โดยเฉพาะหนุ่มสาวจะแต่งตัวกันเต็มที่ประดับประดาเครื่องเงินสวยงาม เด็ก ๆ จับกลุ่มกันเล่นลูกข่าง และร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ในขณะเดียวกันหนุ่มสาวจะจับคู่กันโยนลูกช่วง โดยทั้งสองฝ่ายจะอยู่กันคนละแถว โดยรับลูกช่วงระหว่างคู่ของตนเอง ในการเล่นระหว่างหนุ่มสาวถ้าใครแพ้ ก็จะปรับเอาสิ่งของที่ติดตัวกันไป เช่น แหวน กำไลมือ ผ้าเช็ดหน้า พอพลบค่ำ ก็มาร้องเพลงแก้เกี้ยว และไถ่ของคืน เป็นโอกาสให้หนุ่มสาวได้มีเวลาพบปะพูดคุยกันร้องเพลงโต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน

๒ ประเพณีการเกิด
หลังจากช่วยกันทำคลอดออกมาแล้ว หากเป็นชายจะนำรกไปฝังบริเวณเสาผีบ้าน ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ หรือที่เรียกว่าเสายึดเหนี่ยววิญญาณบรรพบุรุษ หากเป็นหญิงก็จะนำรกไปฝังไว้ใต้เตียงห้องนอนของพ่อแม่เด็ก สามวันจะทำพิธีเรียกขวัญและตั้งชื่อให้เด็ก แต่ทำอย่างง่าย ๆ เพราะถือว่ายังไม่เป็นคนโดยสมบูรณ์
       โดยปรกติหญิงที่คลอดลูก จะต้องอยู่ไฟที่เตาไฟเล็กภายในบ้าน หลังคลอดแล้วจะต้องกินข้าวกับไก่หรือไข่เป็นเวลา ๓๐ วัน บ้านไหนที่มีการคลอดลูกจะมีเฉลว หรือกิ่งไม้สดปักไว้ที่ประตูบ้าน ซึ่งเป็นการบอกให้รู้ว่าบุคคลภายนอกห้ามเข้า หรือหากมีเรื่องจะเป็นต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น ถอดรองเท้า ถอดหมวก ปลดถุงย่ามออกเสียก่อน เป็นต้น

ศาสนาและความเชื่อ
              ชาวม้งมีการนับถือวิญญาณ ( Animism ) วิญญาณที่ชาวม้งนับถือมีหลายชนิด มีทั้งที่เป็นศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและที่เป็นวิญญาณของบรรพบุรุษ บ่อยครั้งทีเดียวที่มักใช้คำเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือว่า “ผี” ( กลั๊ง ในภาษาม้งเขียวหรือ ด๊า ในภาษาม้งขาว ) ซึ่งที่จริงแล้วอาจจะแบ่งได้หลายระดับนั่นคือมีทั้งที่เป็นเทพเจ้า ( โช้ว ) ทั้งที่เป็นผีซึ่งคอยช่วยเหลือผู้คนเมื่อเจ็บไข้ ( เน้ง ) ผีเรือน ( กลั๊ง เญ้ หรือ กลั๊ง โฮว เจ๋ ) ซึ่งอยู่ประตูหน้าบ้าน เสากลางบ้าน เตาไฟใหญ่ เตาไฟเล็ก ฯลฯ วิญญาณบรรพบุรุษ ( ปู้ เหย่อะ สือ ก๊ง ) ผีป่า ( กลั๊ง กู่ ) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เช่น ที่อยู่บนฟ้า ในลำน้ำ ประจำต้นไม้ ภูเขา ไร่นา ฯลฯ ในแต่ละปีชาวม้งจะต้องเซ่นสังเวยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ปีละครั้ง ชาวม้งจึงต้องมีหมอผีเป็นผู้ติดต่อกับผีต่างๆ โดยการเข้าทรงติดต่อกับผีนอกจากหมอผีที่เป็น “ คนทรง "  แล้ว ในหมู่บ้านยังอาจจะมีหมอคาถาและหมอสมุนไพร อีกด้วย ทั้งสองคนหลังนี้ไม่มีอำนาจในการติดต่อกับผี แต่สามารถรักษาไข้ได้ด้วยการสวดคาถาหรือยาสมุนไพร ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
      อีกสิ่งหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชาวม้งนับถือวิญญาณก็คือ การไม่กล่าวสิ่งไม่ดีและประพฤติไม่ดีต่อสิ่งที่ชาวม้งเคารพว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน ๕ แห่ง อันได้แก่ ประตูหน้าบ้าน เสากลางบ้าน หรือเสาที่อยู่ใกล้ๆ กับเตาไฟเล็กๆ ฝาผนังตรงข้ามประตูหน้าบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของหิ้งบูชา เตาไฟใหญ่ และเตาไฟเล็ก ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตนด้วยความเคารพสิ่งเหล่านี้โดยไม่นั่งบนธรณีประตู ไม่ใช้มีดสับเหนือผันเสา ไม่ถ่มน้ำลายใส่เตาไฟ เป็นต้น

งานแต่งงาน
ชาวม้งมีข้อห้ามที่ยึดถือกันมากข้อหนึ่ง คือ จะไม่เกี้ยวพาราสี หรือแต่งงานกับคนแซ่หรือตระกูลเดียวกันเพราะเป็นพี่น้องกัน แต่จะนิยมแต่งงานกันระหว่างญาติลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีแซ่ต่างกัน เช่น ลูกของพี่หรือน้องชายของมาเรา หรือลูกของน้องสาวของบิดา ชาวม้งนิยมแต่งงานกันในระหว่างอายุ ๑๕ – ๑๘ ปี พ่อแม่ของฝ่ายชายจะเป็นออกค่าสินสอดให้แก่ลูกชายของตนในการแต่งงาน ส่วนใหญ่สินสอดจะเป็นเงิน ถ้าเป็นเงินแท่ง ก็จะใช้เงินที่หนึ่งแท่งมีน้ำหนัก ๒๕ บาท บางทีก็ใช้เรียกเงินฟรังค์ ซึ่งหนึ่งฟรังค์จะหนัก ๗ สลึง ส่วนจะใช้เงินแบ่งจำนวนใด หรือเงินรูปี หรือเงินบาท จริงๆ เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายหญิงจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายชาย ซึ่งนับเป็นการเพิ่มสมาชิกในครอบครัวชายชาวม้งอาจมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน และทุกคนจะเข้ามารวมกันในบ้านของฝ่ายสามี

 
 
สมาชิกเผ่าม้ง
 
 
วิชัย ภูริบรบูรณ์
วิชัย ภูริบรบูรณ์
 
     
 

ค่ายพิชิตปรีชากร ร.7 พัน.2 เลขที่ 222 หมู่ที่ 13 ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 50170
โทร. 053-293201 E-mail : suddan7002@hotmail.com
พัฒนาโดย ถิ่นไทย ติดต่อ tinthai2003@hotmail.com
© Copyright 2007 - 2008 www.suddan7002.com All rights reserved.