เผ่าอาข่า
 
 

ประวัติความเป็นมา
          ชาวอาข่าหรืออีก้ออยู่เพื่อสืบทอด ซึ่งมีต้นกำเนิดในยูนาน ปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ยัง ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้วค่อย ๆทยอยกัน
อพยพลงใต้ในระยะหลายศตวรรษ พวกที่อยู่ในไทยนี้อพยพเข้ามาจากพม่า หมู่บ้านอาข่าแห่งแรกในประเทศไทยอยู่ที่หินแตก
ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตของดอยแม่สลอง ต่อมาก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศจีนประมาณราว ๓๐๐,๐๐๐ คน ประเทศพม่าประมาณ
ราว ๑๘๐,๐๐๐ คน ประเทศลาวประมาณราว ๖๐,๐๐๐ คน ตอนเหนือประเทศไทยประมาณราว ๕๐,๐๐๐ คน ภาษาอาข่า จัดอยู่
ในสาขายิ(โลโล) ของตระกูลพม่าธิเบต"จือโก" อาข่าแม้จะมิได้มีการบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ แต่สามารถสืบสาวรายนาม
บรรพบุรุษฝ่ายบิดาขึ้นไปถึงตัว "ต้นตระกูล" ซึ่งมีตามจำนวนตามชั่วอายุคนตั้งแต่ต้นถึงคนสุดท้ายที่จากไปสามารถจำ
ขนบธรรมเนียมประเพณีพิธีการมากมาย ทั้งตำนาน สุภาษิติ

 
 

การแต่งกายของเผ่าอาข่า
          เสื้อผ้าและเครื่องประดับ อาข่าใช้ผ้าฝ้ายทอเนื้อแน่นย้อมเป็นสีน้ำเงินเข้มและสีดำ มีการแต่งกาย ๓ แบบ คือ "อู่โล้อาข่า" เป็นพวกที่มาอยู่เมืองไทยแต่ดั้งเดิม "โล่หมี้อาข่า" เป็นพวกที่เพิ่งอพยพเข้ามาไทยไม่นาน "ผาหมีอาข่า"ตามชื่อหมู่บ้านชาย
แดนพม่าใกล้แม่สาย เครื่องแต่งกายของหญิงมีหมวก เสื้อตัวสั้น กระโปรงสั้น ผ้าคาดเอวและถุงรัดน่อง ผู้ชาย สวมเสื้อคอกลม
แขนยาว กางเกงขาก๊วย

ภาษาของเผ่าอาข่า
          ภาษาอาข่าจัดอยู่ในสาจา ยิ ( โลโล ) ของตระกูลพม่า- ธิเบต " จือโก" คือสำเนียงที่คนอาข่าในไทยใช้ซึ่งเป็น
สำเนียง เดียวกันกับทใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในหมู่อาข่าที่อาศัยอยู่ในแคว้นเกาตุง พม่าแถบตะวันตก เฉียงใต้ของยูนนานจีนและ
ตะวันออก เฉียงเหนือของลาว
ี่
ประเพณีและวัฒนธรรมของเผ่าอาข่า
๑ ลานสาวกอด
          บนสันดอยสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อ ทุกหมู่บ้านจะมีที่โล่งแจ้งกว้างกลางหมู่บ้านเอาไว้เป็นแหล่ง
ชุมนุมเพื่อกิจกรรมบางอย่างในหมู่บ้าน ลานดินเรียกว่า “ลานสาวกอด” หรือ “แดห่อง”เป็นลานที่ดินที่หนุ่มสาวชาวอีก้อและเด็กๆ
มาร้องรำทำเพลงกัน แดห่องจะอยู่ใกล้กับประตูหมู่บ้านทิศตะวันออก หรือประตูลกข่อนั่นเองลาน
สาวกอดหรือแดห่องนี้ เป็นลานที่หนุ่มสาวชาวอีก้อ มานั่งพลอดรักกันในเวลาค่ำคืนซึ่งปกติจะมีไม้
ยาวทำเป็นม้านั่งสำหรับนั่งพักผ่อน ลานสาวกอดถือว่าเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของเผ่าอีก้อ เพราะไม่
เคยพบในชาวเขาเผ่าอื่นๆเลย นอกจากใช้เป็นที่พลอดรักกันของหนุ่มสาวแล้วลานสาวกอดยังถือว่า
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าอีก้อด้วย เนื่องจากชาวอีก้อมีลักษณะนิสัยที่รักความสนุกสนานชอบ
ร้องรำทำ เพลง เสมอ ๆ ก็จะมาชุมนุมกันที่ลานนี้ อีกประการหนึ่ง ประเพณีชาวอีก้อจะไม่ยินยอมให้
หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีกันในบ้าน ซึ่งจะทำให้ผีบรรพบุรุษโกรธเคืองได้ จึงได้จัดให้มีลานสาวกอดขึ้น
โดยมีหนุ่มสาวบางคู่จะโอบกอดกันก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา หญิงสาวอีก้อจะ ยินยอมไปกับชายที่ตนพอใจเท่านั้น ซึ่งปกติแล้ว
ฝ่ายชายก็มักจะไม่ข่มเหงน้ำใจหญิงที่ตนพึงพอใจ หากหญิงมีท้องขึ้นมาถ้า ฝ่ายหญิงระบุชื่อฝ่ายชายที่ทำท้อง ได้ฝ่ายชายจะ
ต้องมาสู่ขอ และจัดทำพิธีแต่งงานฉะนั้นการท้องก่อนแต่งงาน หรือไม่ท้องก่อนแต่งงานจึงถือว่าเป็นบุญเป็นโชคคนที่โชคดีจะ
ต้องไม่ท้องก่อนแต่งงานเรื่องการอบรมสั่งสอน ให้มีความรู้เรื่อง เพศ พ่อแม่จะสอนลูกไม่ได้ นอกจากญาติ ๆ ของพ่อแม่เท่านั้น
จึงจะสอนได้ ลานสาวกอดนี้จะห้ามหญิงที่มีสามีแล้วเข้าไปยุ่งเกี่ยว(ยกเว้นเป็นเทศกาลประหมู่บ้าน)ชาวอีก้อไม่ถือ เรื่องการได้
เสียก่อนแต่งงานเป็นเรื่องที่สำคัญ หนุ่มอีก้อเองก็ไม่ถือเรื่องความบริสุทธิ์ของหญิงสาวเท่าใดนัก ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ไม่
สามารถหามารับผิดชอบได้ ก็จะถูกเนรเทสออกจากหมู่บ้านเมื่อคลอดเสร็จแล้วจึงจะได้รับอนุญาตกลับเข้าสู่หมู่บ้านได้พร้อมกับ
มีสามีที่ถูกต้อง


๒ การแต่งงาน           
หนุ่มสาวที่จะแต่งงานได้นั้น ชาวอีก้อจะมีประเพณีการสั่งสอนให้รู้จักการเป็นสามีภรรยาเสียก่อน
โดยมีครูเป็นผู้ฝึกสอนให้ คือฝ่ายหนุ่มจะมีครูเป็นผู้หญิง ซึ่งได้คัดเลือกมาจากหมู่บ้านมาเป็นครูฝึก
ให้เรียกว่า “คะจีมิดะ” ฝ่ายหญิงก็จะมีครูเป็นผู้ชายที่คัดเลือกมาจากหมู่บ้านเช่นกันเรียกว่า “คะจี ระดะ” หรือปู่จี อีก้อถือว่าครูที่กล่าวมานั้นเป็นตัวแทนของผีบรรพบุรุษในปัจจุบัน เนื่องจากสังคม
ได้เปลี่ยนแปลงไปมากประเพณีเช่นนี้ ของชาวอีก้อจะถูกยกเลิกไป แต่อย่างไรก็ตามหนุ่มสาวชาว
อีก้อยังมีความสุข หรือพลอดรักกันได้อย่างเสรีที่ลานสาวกอดของหมู่บ้าน


พิธีกรรมและความเชื่อ

          ชาวอาข่าหรืออีก้อมีความเชื่อเชื่อในเรื่องผีและโชคลางเป็นที่สุด ผีหรือ ”แหนะ” ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของชาว
อีก้ออย่างแยกไม่ออกไม่ว่า พวกเขาจะประกอบกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม เพราะผีของชาวอีก้อจะมีทั้งดีและผีร้ายผีดจะคอยให้ความ
คุ้มครองเช่น ผีบรรพบุรุษ หรือ “อะผี่เปาะเลาะ” ซึ่งทุกครอบครัวจะทำหิ้งผีบรรพบุรุษไวในห้องนอนของฝ่ายหญิงในปี ๆ หนึ่งจะ
ต้องทำการเซ่นไหว้อยู่เสมอมิให้ขาด นอกจากนี้ยังมีผีเสาชิงช้า, ผีประตูบ้านเป็นต้น ส่วนผีร้ายมักจะเป็นผีตายทั้งกลม ผีตายโหง
ผีป่า และผีน้ำ ซึ่งชอบทำให้คนเจ็บป่วย ด้วยเหตุนี้เองอีก้อจึงไม่นิยมต่อน้ำเข้าหมู่บ้าน และไม่ชอบอาบน้ำ ส่วนผีป่านั้นจะชอบ
หลอกหลอนคนและทำร้ายคนในป่า การออกไปล่าสัตว์ของอีก้อจะต้องระมัดระวังมากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผีที่สำคัญสำหรับหมู่บ้าน
ของอีก้อ ซึ่งชนเผ่าอีก้อให้ความเคารพนับถือและยำเกรง มีอยู่หลายอย่าง เช่น

๑ ผีเรือน (อะผี่เปาะเลาะ)
คือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่คุ้มครองสมาชิกในครอบครัว ทุกบ้านจะต้องมี
อะผี่เปาะเลาะ ซึ่งเป็นกระบอกไม้ไผบรรจุข้าวเปลือกปิดด้วยใบไม้ป่าที่เรียกว่า
“เบอเซะ” ใส่ไว้ เป็นที่สิงสถิตของผีเรือนมีอุปกรณ์สำหรับเซ่นไหว้ เช่นโตก
และกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ใส่เหล้า ลูกน้ำเต้าสำหรับตักน้ำใช้ในพิธีต่าง ๆ ใส่ไว้
ในกระบุงปิดฝาไว้อีกชั้นซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะแตะต้องไม่ได้ นอกจาก
เวลาทำพิธีเท่านั้น การทำพิธีเซ่น ไหว้ก็จะทำพร้อมกันตามพิธีประจำหมู่บ้าน ๙
ครั้ง


๒ ผีหมู่บ้าน “แม ซ้อ ล้อง”
หรือเทวดาที่ปกปักรักษาให้คนในหมู่บ้านมีความสุข ส่วนใหญ่แมซ้อล้องนี้จะอยู่ทางทิศตะวันออก
ของหมู่บ้านมีต้นไม้ ใหญ่และล้อมรั้วเป็นบริเวณ มีการเซ่นตามประเพณี ประตูหมู่บ้าน หรือ ลกข่อ ประตูหมู่บ้านถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่สิงสถิตของผีหมู่บ้านอีกด้วย ผู้ใดจะแตะต้องไม่ได้ผี
อาจจะโกรธ และบันดาลให้ชาวอีก้อในหมู่บ้านเดือดร้อน หากละเมิดต่อประตูหมู่บ้านจะต้องขอขมา
ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยเครื่องเซ่นหมู ๑ ตัว สุรา ๑ ขวดเพราะประตูลกข่อนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการ
ดำรงเผ่าพันธุ์ของอีก้อ หากละเมิดอย่าง ร้ายแรงบุคคลนั้นจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน เพราะอีก้อเชื่อว่า
บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งหมู่บ้านนี้ต่อไป

๓ ชิงช้า “หละเฉ่อ”
ถูกสร้างขึ้นใกล้ ๆ กับลกข่อของหมู่บ้าน เป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของเผ่า ใช้สำหรับ
การฉลองในพิธีรำลึก ถีงเทพธิดาผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์แก่พืชผลในไร่ มิใช่ทำขึ้นเพื่อ
ความสนุกสนานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การโล้ชิงช้าจะกระทำเพียงปีละครั้ง ส่วนใหญ่จะเล่นกัน
ในหมู่หนุ่ม ๆ สาว ๆของหมู่บ้าน ส่วนเด็ก ๆ ก็จะมีชิงช้าเล็ก ๆ เอาไว้ให้เช่นกันเมื่อหมดเทศกาล
แล้วสายชิงช้าจะถูกเก็บไว้บนยอด ห้ามมิให้ผู้ใดแตะต้อง หากมีการชำรุดเสียหายของชิงช้าหรือ
ทำขึ้นใหม่ ก็มักจะสร้างที่เดิม นอกจากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น การเกิดลูกแฝดจะต้อง
ย้ายชิงช้าไปสร้างที่ใหม่ และทำพิธีขอขมา เป็นต้น

หมู่บ้านของเผ่าอาข่า
          หมู่บ้าน การเลือกที่ตั้งนั้น ส่วนใหญ่ใช้วิธี "หยอดไข่" โดยเลือกที่ที่จะสร้างทำหลุมตื้นตรงกลาง ทุบดินให้ยุบแน่นแล้ว
หยิบไข่ขึ้นระดับตาปล่อยให้ตกลง หากไข่แตกก็หมายความว่าเจ้าที่เจ้าทางอนุญาต หากไข่ไม่แตก(ซึ่งอาข่ายืนยันนักหนาว่าเคย
มีกรณีเช่นนั้น) เขาต้องเลือกทำเลใหม่จนกว่าไข่จะแตก ต่ละหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ ประตูผี มีอยู่ ๒ ทิศ ที่เก็บอุปกรณ์ที่ใช้ไล่ผี
ในแต่ละปีพิธีที่คนส่วนใหญ่ได้ร่วมมี ปีใหม่ลูกข่าง ประเพณีไข่แดง โล้ชิงช้า ประเพณีไล่ผี บ้านอาข่าสร้างบ้านยกพื้น ภายในบ้าน
แบ่งเป็น ๒ เขต เป็นเขตผู้ชายและผู้หญิงศาลบรรพชนนั้นติดฝากั้นกลางบ้านอยู่ในส่วนผู้หญิงบัญญัติอาข่าไม่มีคำว่า"ศาสนา"
แต่มีคำว่า "บัญญัติอาข่า" ซึ่งครอบคลุมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีการทุกอย่างในการดำเนินชีวิต

 
     
  สมาชิกชนเผ่าอาข่า  
 
สมนึก ชื่นปัญญาเลิศ
สมนึก ชื่นปัญญาเลิศ
อาเจะ ปอแฉ่
อาเจะ ปอแฉ่
อายุ จือปา
อายุ จือปา
 
     
 

ค่ายพิชิตปรีชากร ร.7 พัน.2 เลขที่ 222 หมู่ที่ 13 ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 50170
โทร. 053-293201 E-mail : suddan7002@hotmail.com
พัฒนาโดย ถิ่นไทย ติดต่อ tinthai2003@hotmail.com
© Copyright 2007 - 2008 www.suddan7002.com All rights reserved.